ข้ามไปยังเนื้อหา
14/09/2026 92 ครั้งที่เข้าชม

ตรวจสุขภาพแมวประจำปี ต้องตรวจอะไรบ้าง คู่มือฉบับเจ้าของแมวมือใหม่และมือเก่า

ตรวจสุขภาพแมวประจำปี ต้องตรวจอะไรบ้าง คู่มือฉบับเจ้าของแมวมือใหม่และมือเก่า

ตรวจสุขภาพแมวประจำปีต้องตรวจอะไรบ้าง วัคซีนมีกี่ชนิด ตรวจเลือดดูอะไร และแมวแต่ละช่วงอายุต้องตรวจต่างกันอย่างไร อ่านครบจบที่นี่

ตรวจสุขภาพแมวประจำปี ต้องตรวจอะไรบ้าง คู่มือฉบับเจ้าของแมวมือใหม่และมือเก่า

เจ้าของแมวจำนวนมากพาน้องไปหาหมอก็ต่อเมื่อมีอาการป่วยชัดเจน ซึ่งเข้าใจได้ แต่มีปัญหาอยู่ข้อหนึ่ง คือแมวซ่อนอาการป่วยเก่งมาก กว่าจะสังเกตเห็นความผิดปกติ โรคหลายชนิดดำเนินไปนานแล้ว

การตรวจสุขภาพประจำปีไม่ใช่แค่การมาฉีดวัคซีน แต่คือโอกาสที่สัตวแพทย์จะได้ประเมินสุขภาพโดยรวมของน้องในช่วงเวลาที่ยังไม่มีอาการ เพื่อจับปัญหาตั้งแต่ต้นก่อนที่จะลุกลาม

บทความนี้อธิบายว่าในการตรวจสุขภาพแมวครบวงจรหนึ่งครั้ง มีอะไรบ้าง ทำไมถึงทำ และแมวแต่ละช่วงอายุต้องการอะไรต่างกันอย่างไร

ส่วนที่ 1: ตรวจร่างกาย ฟังดูธรรมดา แต่สำคัญมาก

ทุกการตรวจสุขภาพเริ่มจากการตรวจร่างกายโดยสัตวแพทย์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่หัวถึงหาง ได้แก่

ช่องปากและฟัน — โรคเหงือกและฟันเป็นปัญหาที่พบบ่อยที่สุดในแมวอายุ 3 ปีขึ้นไป หมอจะตรวจหาคราบหินปูน เหงือกอักเสบ ฟันโยก และรอยโรคที่เรียกว่า Feline Tooth Resorption ซึ่งทำให้แมวเจ็บปวดอย่างมากโดยไม่แสดงอาการชัดเจน

ตา หู จมูก — ตรวจหาการอักเสบ ของเหลวผิดปกติ หรือสัญญาณของการติดเชื้อ

ต่อมน้ำเหลือง — คลำตรวจขนาดและความผิดปกติ ต่อมน้ำเหลืองโตอาจบ่งชี้การติดเชื้อหรือมะเร็ง

ต่อมไทรอยด์ — คลำบริเวณคอ ต่อมไทรอยด์ที่โตขึ้นในแมวอายุมากเป็นสัญญาณของภาวะไทรอยด์ทำงานเกิน

หัวใจและปอด — ฟังด้วยหูฟัง ตรวจหาเสียงหัวใจผิดปกติ (heart murmur) หรือเสียงปอดที่บ่งชี้ปัญหาทางเดินหายใจ เสียง murmur บางชนิดตรวจพบได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ และการรู้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทำให้วางแผนรับมือได้ก่อน

ช่องท้อง — คลำตรวจอวัยวะภายใน ได้แก่ ตับ ไต ม้าม ลำไส้ กระเพาะปัสสาวะ ตรวจหาขนาดผิดปกติ ก้อน หรือความเจ็บปวด

น้ำหนักตัวและ Body Condition Score — ชั่งน้ำหนักและประเมินสัดส่วนร่างกาย ทั้งน้ำหนักน้อยเกินและน้ำหนักมากเกินล้วนมีผลต่อสุขภาพระยะยาว

ผิวหนังและขน — ตรวจหาปรสิต ผิวหนังอักเสบ ก้อนผิดปกติ หรือรูปแบบการร่วงของขนที่บ่งชี้ปัญหาฮอร์โมนหรือภูมิแพ้

ส่วนที่ 2: วัคซีน ฉีดอะไรบ้าง และทำไม

วัคซีนหลัก (Core Vaccines) — แมวทุกตัวควรได้รับ

วัคซีนรวม FVRCP ป้องกัน 3 โรคในเข็มเดียว ได้แก่

  • Feline Viral Rhinotracheitis (FHV-1) — ไข้หวัดแมวจากเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ ทำให้น้ำมูกไหล ตาอักเสบ มีไข้ แมวที่ติดเชื้อแล้วมักเป็นพาหะตลอดชีวิตและกำเริบเมื่อเครียด

  • Feline Calicivirus (FCV) — ไวรัสที่ทำให้เกิดหวัด แผลในปาก และในบางสายพันธุ์อาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต ติดต่อได้ง่ายมากแม้ไม่สัมผัสโดยตรง

  • Feline Panleukopenia (FPV) — ไข้หัดแมว เชื้อไวรัสที่ทำลายระบบภูมิคุ้มกันและทางเดินอาหาร พบบ่อยในลูกแมวและอัตราตายสูงมากหากไม่ได้รับการรักษา

วัคซีนพิษสุนัขบ้า — กฎหมายไทยกำหนดให้ฉีดในสัตว์เลี้ยง และสำคัญมากเพราะพิษสุนัขบ้าติดต่อสู่คนได้และไม่มีทางรักษาเมื่อแสดงอาการแล้ว

วัคซีนเสริม (Non-Core Vaccines) — พิจารณาตามความเสี่ยง

  • FeLV (Feline Leukemia Virus) — มะเร็งเม็ดเลือดขาวแมว แนะนำในแมวที่ออกข้างนอกหรืออยู่รวมกับแมวหลายตัวที่ไม่ทราบประวัติ

  • FIP (Feline Infectious Peritonitis) — โรคเยื่อช่องท้องอักเสบในแมว มีวัคซีนในบางประเทศ ปรึกษาสัตวแพทย์เพื่อประเมินความเหมาะสมเป็นรายกรณี

ตารางฉีดวัคซีนโดยสรุป

ช่วงอายุ

วัคซีนที่แนะนำ

ลูกแมว 8–16 สัปดาห์

FVRCP ทุก 3–4 สัปดาห์จนครบ 16 สัปดาห์

อายุ 4 เดือนขึ้นไป

พิษสุนัขบ้าเข็มแรก

ปีแรกหลังวัคซีนครบ

กระตุ้น FVRCP + พิษสุนัขบ้า

แมวผู้ใหญ่

กระตุ้นทุก 1–3 ปี ตามชนิดวัคซีนและความเสี่ยง

ตารางนี้เป็นแนวทางทั่วไป สัตวแพทย์จะปรับตามประวัติและสภาพแวดล้อมของน้องแต่ละตัว

ส่วนที่ 3: การตรวจ Lab — เห็นสิ่งที่ตรวจร่างกายมองไม่เห็น

การตรวจร่างกายบอกได้เยอะ แต่ไม่ใช่ทุกอย่าง อวัยวะภายในอย่างไตหรือตับสามารถสูญเสียการทำงานไปมากกว่า 60–70% โดยที่ค่าเลือดยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ และแมวยังดูแข็งแรงอยู่ การตรวจ Lab จึงเป็นเครื่องมือที่จับปัญหาได้ตั้งแต่ระยะต้นก่อนที่ร่างกายจะแสดงออก

ตรวจเลือด CBC (Complete Blood Count)

ตรวจนับเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ช่วยตรวจหาภาวะโลหิตจาง การติดเชื้อ การอักเสบ และความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

ตรวจเลือด Chemistry Panel (Biochemistry)

ประเมินการทำงานของอวัยวะหลัก ได้แก่ ไต ตับ ตับอ่อน รวมถึงระดับน้ำตาลในเลือด โปรตีน และเกลือแร่ ช่วยตรวจหาโรคไต โรคตับ โรคเบาหวาน และโรคตับอ่อน

ตรวจปัสสาวะ (Urinalysis)

ตรวจความเข้มข้นของปัสสาวะ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดการทำงานของไตที่สำคัญมาก แมวที่ไตเริ่มเสื่อมจะทำปัสสาวะให้เข้มข้นได้น้อยลง นอกจากนี้ยังตรวจหาการติดเชื้อ ผลึก และเลือดในปัสสาวะ

ตรวจ SDMA (Symmetric Dimethylarginine)

การตรวจโรคไตที่ไวกว่า Creatinine มาตรฐาน สามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่ไตสูญเสียการทำงานไปเพียง 25% เทียบกับ Creatinine ที่ตรวจพบเมื่อสูญเสียไปแล้ว 60–75% แนะนำให้ตรวจในแมวอายุ 7 ปีขึ้นไปทุกตัว

ตรวจฮอร์โมนไทรอยด์ (T4)

แนะนำในแมวอายุ 8 ปีขึ้นไปทุกตัว ภาวะไทรอยด์ทำงานเกินพบได้บ่อยมากในแมวสูงวัยและรักษาได้ดีถ้าจับได้ตั้งแต่ต้น อาการในระยะแรกมักคลุมเครือ เช่น น้ำหนักลดแต่กินข้าวดี ซนขึ้น หรือร้องเสียงดังผิดปกติ

ตรวจพยาธิ (Fecal Exam)

ตรวจอุจจาระหาไข่หรือตัวพยาธิในลำไส้ แมวในบ้านก็มีความเสี่ยงจากการกินแมลงหรือสัมผัสดินที่ปนเปื้อน แนะนำตรวจปีละครั้ง

ส่วนที่ 4: แมวแต่ละช่วงอายุ ต้องการอะไรต่างกัน

ลูกแมว (0–1 ปี)

เน้นวัคซีนให้ครบตามตาราง ถ่ายพยาธิ และตรวจสุขภาพก่อนทำหมัน นอกจากนี้เป็นช่วงที่หมอจะประเมินพฤติกรรมและให้คำแนะนำเรื่องอาหารและสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

แมวผู้ใหญ่ (1–7 ปี)

ตรวจสุขภาพปีละ 1 ครั้ง พร้อมกระตุ้นวัคซีนตามกำหนด การตรวจ Lab ในช่วงนี้ช่วยสร้าง baseline ค่าปกติของน้องแต่ละตัว ซึ่งมีประโยชน์มากเมื่อต้องเปรียบเทียบในปีต่อๆ ไป

แมววัยกลางคน (7–10 ปี)

เริ่มเพิ่มการตรวจ Lab อย่างจริงจัง รวม SDMA และ T4 แมวในช่วงอายุนี้เริ่มเสี่ยงต่อโรคไต โรคไทรอยด์ และโรคหัวใจ แต่ยังไม่แสดงอาการ การตรวจประจำปีช่วยจับสัญญาณแรกได้

แมวสูงวัย (10 ปีขึ้นไป)

แนะนำตรวจทุก 6 เดือน ไม่ใช่ปีละครั้ง เพราะสุขภาพแมวสูงวัยเปลี่ยนแปลงได้เร็ว การตรวจ Lab ครบชุด รวม CBC, Chemistry, SDMA, T4, ปัสสาวะ และการวัดความดันโลหิต เป็นสิ่งที่ควรทำทุกครั้ง นอกจากนี้หมออาจแนะนำ X-ray หรือ Ultrasound หัวใจในแมวสายพันธุ์เสี่ยง เช่น เมนคูน British Shorthair หรือ Ragdoll


สรุป

การตรวจสุขภาพแมวประจำปีไม่ใช่เรื่องที่ "รอให้ป่วยก่อนแล้วค่อยไป" ในทางตรงข้าม มันคือเครื่องมือที่ช่วยให้น้องไม่ต้องป่วยหนักก่อนที่คุณจะรู้ว่ามีปัญหา

สิ่งที่ได้จากการตรวจปีละครั้ง มีสองอย่างที่สำคัญเท่าๆ กัน หนึ่งคือการจับโรคตั้งแต่ต้น และสองคือข้อมูล baseline ของน้องที่สะสมไปทุกปี เพราะการเปรียบเทียบผลเลือดปีนี้กับปีที่แล้วบอกได้มากกว่าการดูค่าตัวเลขเพียงปีเดียวโดดๆ มาก


คำถามที่เจ้าของแมวถามบ่อย (FAQ)

Q: แมวในบ้านที่ไม่ออกข้างนอกเลย จำเป็นต้องตรวจสุขภาพประจำปีไหม?

A: จำเป็น โรคที่พบบ่อยในแมว เช่น โรคไต โรคไทรอยด์ โรคหัวใจ หรือโรคเบาหวาน ไม่ได้มาจากการออกข้างนอก แต่เกี่ยวข้องกับอายุ พันธุกรรม และสภาพร่างกาย แมวในบ้านก็เสี่ยงเท่าๆ กัน

Q: ตรวจเลือดแมวทุกปีจำเป็นหรือแค่บางปี?

A: ในแมวอายุต่ำกว่า 7 ปีที่แข็งแรงดี อาจตรวจทุก 1–2 ปี แต่สัตวแพทย์หลายคนแนะนำให้ตรวจทุกปีเพื่อสร้าง baseline ที่ดี พอแมวอายุ 7 ปีขึ้นไป ตรวจทุกปีเป็นมาตรฐานที่แนะนำอย่างชัดเจน

Q: แมวต้องอดอาหารก่อนเจาะเลือดไหม?

A: โดยทั่วไปแนะนำให้อดอาหาร 8–12 ชั่วโมงก่อนเจาะเลือด เพื่อให้ค่าน้ำตาลและไขมันในเลือดแม่นยำ แต่ควรยืนยันกับคลินิกก่อนนัด เพราะบางกรณีสัตวแพทย์อาจปรับตามสภาพของน้อง

Q: วัคซีนแมวต้องฉีดทุกปีทุกตัวไหม?

A: ขึ้นอยู่กับชนิดวัคซีน วัคซีนบางชนิดกระตุ้นทุกปี บางชนิดกระตุ้นทุก 3 ปี การประเมินความเสี่ยงของแมวแต่ละตัวโดยสัตวแพทย์เป็นวิธีที่ถูกต้องกว่าการฉีดทุกตัวเหมือนกันหมด

Q: ถ้าแมวไม่ค่อยชอบไปคลินิก ทำอย่างไรดี?

A: เตรียมกระเป๋าหิ้วแมวล่วงหน้า ฝึกให้แมวคุ้นชินกับกระเป๋าตั้งแต่ที่บ้านก่อนวันนัด การใช้ Feliway Spray ในกระเป๋าก็ช่วยได้ และถ้าเลือกคลินิกแมวเฉพาะทางที่ไม่มีสุนัข ระดับความเครียดของน้องระหว่างรอตรวจจะน้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด

Q: ตรวจสุขภาพแมวครบวงจรราคาเท่าไหร่?

A: ขึ้นอยู่กับคลินิกและรายการที่ตรวจ โดยทั่วไปการตรวจร่างกายพื้นฐานพร้อมวัคซีนเริ่มต้นที่หลักร้อยบาท ส่วนแพ็กเกจที่รวม Lab ครบชุดจะอยู่ในหลักพันบาท การโทรถามรายละเอียดล่วงหน้าจะได้ข้อมูลที่แม่นยำและตรงกับความต้องการของน้องมากที่สุด


นัดตรวจสุขภาพน้องแมวกับ Everyday Cat Clinic

Everyday Cat Clinic คลินิกแมวเฉพาะทางย่านสีลม-บางรัก พร้อมให้บริการตรวจสุขภาพแมวครบวงจร ทั้งตรวจร่างกาย วัคซีน และ Lab วินิจฉัยในคลินิก เปิดทุกวัน 09.00–21.00 น.

ติดต่อนัดหมาย: Line @Everydaycatclinic หรือโทร 096-224-6888

คำค้นหา : #วัคซีนแมว #ตรวจสุขภาพแมว ตรวจสุขภาพแมวประจำปี ตรวจเลือดแมว แมวต้องตรวจอะไรบ้าง

บทความที่คล้ายกัน

ให้น้องแมวได้รับการดูแลในคลินิกที่เข้าใจเขาจริงๆ ที่

ให้น้องแมวได้รับการดูแล
ในคลินิกที่เข้าใจเขาจริงๆ
ที่ Everyday Cat Clinic

ปรึกษา / นัดหมายคุณหมอ